วิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ และไสยศาสตร์ ดูเหมือนว่าจะเป็นหลักแนวคิดที่เป็นเส้นขนาน แต่เราจะพบว่าในชีวิตประจำวันของผู้คน มันเดินไปด้วยกันได้อย่างน่าทึ่ง แถมยังผสมผสานเข้ากับสังคมจนเป็นส่วนหนึ่งที่ยากจะแยกออกจากกันด้วย

ความแตกต่างระหว่างวิทยาศาสตร์ และไสยศาสตร์ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ  เป็นความ เชื่อ ที่พิสูจน์ได้มาแล้ว กับยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักการที่ยอมรับกันทั่วไป

ไสยศาสตร์ เอาเข้าจริงแล้ว มันก็คือ “วิถี” ความเชื่อและการใช้ชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่ยุคโบราณ โดยที่ยังปราศจากวิธีการทดลองเพื่อพิสูจน์เรื่องเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ

ในขณะที่ วิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ที่ได้มาจากการสังเกตในธรรมชาติที่มีอยู่จริง มุ่งเน้นการใช้สติปัญญาและเหตุผลในการศึกษาอย่างเป็นระบบ ทฤษฎีหรือหลักการต่างๆที่คิดขึ้นมานั้น ต้องผ่านการพิสูจน์จนเห็นผลอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น จึงจะได้รับการยอมรับ แต่ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า มีการพิสูจน์เพื่อหักล้างทฤษฎีความรู้เดิมที่ผ่านมา คำตอบนั้นก็จะเข้ามาแทนที่ได้เช่นกัน ทำให้การต่อยอดความรู้มีไปได้ไม่สิ้นสุด ในขณะที่วิชาไสยศาสตร์ไม่ได้มุ่งเน้นการต่อยอดความรู้ออกไปเช่นนี้

เนื่องจากความที่วิทยาศาสตร์ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโลกตะวันตกในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาและสร้างปัญหาด้วยในระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง ทำให้หลักวิชาการค้นหาความจริงของธรรมชาติและค้นคว้าพัฒนาต่อยอด ได้กลายเป็นที่ยอมรับมากที่สุดของผู้คนในยุคนี้

ขณะที่ไสยศาสตร์นั้น แม้ว่าจะเกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตและธรรมชาติด้วย แต่ก็ไม่ได้มุ่งเน้นการหาความจริงของธรรมชาติ แต่เป็นความเชื่อ ซึ่งก็แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ปัญหาที่ทำให้ไสยศาสตร์โดนเขี่ยออกจากวิถีความคิดหลักของผู้คน ก็เพราะไม่สามารถค้นหาคำตอบที่แน่ชัดอย่างเป็นระบบได้ พิสูจน์ไม่ได้ หลักไสยศาสตร์จึงมักเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มองไม่เห็นจริง หรือเป็นเรื่องพิสดาร ลี้ลับ วิญญาณ ความตาย ปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องที่ไม่อาจหาคำตอบได้แน่ชัดด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และการใช้วิชาไสยศาสตร์ก็มักจะผูกขาดอยู่ในคนบางกลุ่ม เช่น หมอผี นักทำนาย โหร หรืออื่นๆ

สมัยก่อน ผู้คนยังไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มากนัก คำว่าไสยศาสตร์ก็ไม่ได้มีใช้เรียก แต่เมื่อมีวิชาวิทยาศาสตร์ตามหลักตะวันตกขึ้นมา ทำให้ความรู้อื่นๆที่ดูแล้วไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยกระบวนการทางวิทย์ จึงกลายเป็นเรื่องความเชื่อไปเสียหมด ยกเว้นว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ในเวลาต่อมา จึงได้รับการยอมรับและนำมาใช้ในบางวงการมากขึ้น เช่นการนำความรู้เรื่องแพทย์แผนโบราณมาผสมผสานกับหลักแพทย์สมัยใหม่ เป็นต้น ดังนั้นทั้งสองเส้นนี้ แม้จะดูเหมือนคู่ขนาน แต่ก็ยังพอจะเดินทางไปด้วยกันได้มาจนถึงปัจจุบัน