Biochemistry เกิดมาจากการผสมระหว่างสองคำคือ Bio ที่แปลว่าสิ่งมีชีวิต และ Chemistry แปลว่าการศึกษาเกี่ยวกับสารเคมี เมื่อนำสองคำนี้มาต่อกัน จึงมีความหมายว่าการศึกษาสิ่งมีชีวิต ร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วยอวัยวะมากมาย และอวัยวะเหล่านี้เกิดจากการเรียงตัวของเซลล์ที่มีชีวิตนับไม่ถ้วน เซลล์เหล่านี้ต้องการอาหารคือ ออกซิเจน แร่ธาตุ วิตามิน คาร์โบไฮเดรต (กลูโคส) ไขมัน และโปรตีนจากอาหารที่เราบริโภค

คาร์โบไฮเดรตและไขมันเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีของร่างกาย ส่วนโปรตีนมีความจำเป็นสำหรับการสร้างเซลล์ เนื่องจากโปรตีนเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างเซลล์ และเกี่ยวข้องในการสังเคราะห์เซลล์ใหม่ วิตามินและแร่ธาตุทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเผาผลาญโดยเกี่ยวข้องกับโคเอ็นไซม์ เอนไซม์เป็นรูปแบบโปรตีนที่มีบทบาทสำคัญในสลายคาร์โบไฮเดรต หรือไขมันเพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์พลังงาน

Medicine หรือการแพทย์ เป็นการปฏิบัติการวินิจฉัย เพื่อหาทางรักษาและป้องกันโรค การที่หมอจะรักษาโรคได้จำเป็นจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับโรคนั้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนป่วย ดังนั้นความรู้ในด้านเคมีและชีวโมเลกุลจึงเป็นแก่นแท้ที่จะเข้าใจวิธีในการรักษาโรค เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาต่อไป ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะสาขาชีวเคมี ซึ่งถือเป็นหลักพื้นฐานที่จะเข้าใจการทำงานทั้งหมดของร่างกายมนุษย์ ด้วยการย้อนกลับไปดูส่วนประกอบชีวเคมีในร่างกาย ไม่ต่างอะไรกับนักดาราศาสตร์ที่ต้องการจะเข้าใจว่าโลกเกิดมาได้อย่างไร ด้วยการสำรวจย้อนกลับไปอดีตเพื่อหาจุดเริ่มต้น

การประกอบอาชีพของสาขาชีวเคมี

คนที่ได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาขาชีวเคมี มากกว่า 38% ที่เลือกจะเข้าศึกษาต่อในระดับสูง มีงานทำแล้ว 46% มีอัตราว่างงานเพียง 5.7% เท่านั้น ถือเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและมีความต้องการในตลาดสูง ส่วนใหญ่แล้วจะประกอบอาชีพในกลุ่มเจ้าหน้าที่ทางเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ และในสายธุรกิจอื่นๆที่มีตำแหน่งมากมาย เช่น

1.นักเคมีวิเคราะห์ (Analytical chemist)

2.นักวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ (Biomedical scientist)

3.ผู้ชำนาญการด้านชีวภาพ (Biotechnologist)

4.นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Healthcare scientist)

5.ผู้ช่วยงานวิจัยทางคลินิก (Clinical research associate)

6.นักนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic scientist)

7.นักเคมียา (Medicinal chemist)

8.นักวิทยาศาสตร์นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnologist)

9.นักเภสัชวิทยา (Pharmacologist)

10.ผู้ช่วยแพทย์ (Physician associate)

11.นักวิจัย (Research scientist)

12.เจ้าหน้าที่เทคนิคห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (Scientific laboratory technician)

นอกจากนี้ยังสามารถประกอบอาชีพอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เช่น วิศวกรสิ่งแวดล้อม (Environmental engineer) ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent examiner) นักเขียนทางวิทยาศาสตร์ (Science writer) นักพิษวิทยา (Toxicologist) นี่เป็นตำแหน่งที่น่าสนใจเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีตำแหน่งที่น่าสนใจอีกมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ส่วนใหญ่แล้วถ้าคุณมีความสามารถและประสบการณ์ในงานที่เกี่ยวข้อง สาขาก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่จำเป็นเสมอไป