สาขาศัลยศาสตร์  (Surgery) คือการผ่าตัดเพื่อรักษาผู้ป่วยโดย ศัลยแพทย์ (Surgeon) ตั้งแต่มนุษย์เรียนรู้วิธีการสร้างและจัดการเครื่องมือเป็นครั้งแรก เราก็ได้พัฒนาเทคนิคต่างๆมากมายเพื่อนำมาใช้ในการผ่าตัด ความก้าวหน้าในสาขาเหล่านี้ได้เปลี่ยนการผ่าตัดให้เป็นศาสตร์ “ศิลปะ” อย่างหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถรักษาโรคต่างๆและอาการต่างๆ ที่ไม่สามารถรักษาด้วยการแพทย์ทั่วไป

หากไม่มีการผ่าตัดที่ก้าวหน้า มนุษย์เราคงอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงต่อชีวิตมากมาย อย่างในสมัยก่อนที่ผู้หญิงจะต้องคลอดเองตามธรรมชาติ เมื่อการผ่าตัดเข้ามามีบทบาท ทำให้การคลอดลูกมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก หรือจะเป็นการรักษาที่ซับซ้อนภายในสมอง ในสมัยก่อนมีหลักฐานว่าเคยมีการทดลองผ่าตัดเปิดสมองหลายครั้ง น่าเสียดายที่คนสมัยก่อนยังขาดความเชี่ยวชาญทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตหลักจากผ่าตัด เมื่อมีการศึกษาในเรื่องศัลยศาสตร์อย่างจริงจังกันมากขึ้น จึงมีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ต้นกำเนิดการผ่าตัดครั้งแรก

การผ่าตั้งครั้งแรกถูกคิดค้นเพื่อทำการรักษาอาการบาดเจ็บเจ็บ และบาดแผลฉกรรจ์ ด้วยการใช้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกายมานุษยวิทยา (Anthropological) ทำให้พัฒนาเทคนิคที่มีประโยชน์เพื่อใช้ในการเย็บบาดแผล การตัดแขนขาที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ การระบายของเหลว และการปิดบาดแผลด้วยความร้อน มีหลักฐานในอดีตมากมายที่เกี่ยวข้อง เช่นในชนเผ่าเอเชียจะใช้ดินประสิวกับกำมะถันมาทาบนบาดแผล จากนั้นจะนำไฟมาจี้ตรงบาดแผล (Cauterize wound) เพื่อเป็นการห้ามเลือด หรือในชนเผ่าอินเดียและอเมริกาใต้ ที่พัฒนาวิธีที่ชาญฉลาดในการปิดแผลเล็กน้อย โดยการใช้ปลวกหรือแมลงปีกแข็งที่จะกัดตามขอบแผล แล้วบิดคอของแมลงทิ้งหัวไว้เพื่อใช้เป็นลวดเย็บแผล

ต่อมาในยุคเรืองปัญญาของยุโรปช่วงปี ค.ศ.1715 – 1789 นักวิทยาศาสตร์ชาวสก็อตแลนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการผ่าตัด John Hunter บุคคลที่ถือได้ว่าเป็นบิดาของการผ่าตัดยุคใหม่ เป็นผู้ที่นำเสนอการทดลองทางการแพทย์ที่น่าสนใจ และกลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายไปทั่วยุโรปในเรื่องของผลงานการวิจัย และงานเขียนของเขา ภายหลังที่ John Hunter ได้ทำการศึกษาเรื่องศัลศาสตร์อย่างจริงจัง โดยการทิ้งความรู้ที่มีทั้งหมด และเริ่มเขียนความรู้ใหม่ในฉบับของตนเอง ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ปฏิเสธที่ใช้ความรู้ที่มีในอดีตเพื่อสร้างเทคนิคทางการแพทย์ที่ทันสมัย โดยรวบรวมและศึกษาตัวอย่างอวัยวะต่างๆภายในร่างกายมากถึง 13,000 ตัวอย่างจากระบบอวัยวะสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตั้งแต่จากพืชที่มีระบบเรียบง่าย ไปจนถึงสัตว์และมนุษย์ที่มีความซับซ้อนอย่างมากทางร่างกาย ถือเป็นก้าวหน้าทางวงการแพทย์อย่างสูงนับแต่นั้นมา